เพราะไม่รู้อริยสัจ  จึงต้องแล่นไปในสังสารวัฎ

                สัตว์โลกติดข้องอยู่ในภพ  ถูกภพบังหน้าแล้ว  มีภพโดยความเป็นอย่างอื่น  จึงได้เพลิดเพลินยิ่งนักในภพนั้น  เขาเพลิดเพลินยิ่งนักในสิ่งใด  สิ่งนั้นเป็นภัย  เขากลัวต่อสิ่งใด  สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์  พรหมจรรย์นี้  อันบุคคลย่อมประพฤติ  ก็เพื่อการละขาดซึ่งภพ

 

สัตว์เกิดกลับมาเป็นมนุษย์มีน้อย  เพราะไม่รู้อริยสัจ

                ภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : ฝุ่นนิดหนึ่ง  ที่เราช้อนขึ้นด้วยปลายเล็บนี้  กับมหาปฐพีนี้  ข้างไหนจะมากกว่ากัน?  สัตว์ที่เกิดกลับมาสู่หมู่มนุษย์  มีน้อย : สัตว์ที่เกิดกลับมาเป็นอย่างอื่นจากหมู่มนุษย์  มีมากกว่าโดยแท้.  ข้อนั้นเพราะเหตุใดเล่า ? ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนั้น เพราะความที่สัตว์เหล่านั้นไม่เห็นอริยสัจทั้งสี่.
                          สัตว์มาเกิดในภูมิประเทศเหมาะสม     มีน้อย
                          สัตว์มีปัญญาจักษุ      มีน้อย
                          สัตว์ไม่เสพของเมา     มีน้อย
                          สัตว์เกิดเป็นสัตว์บก     มีน้อย
                          สัตว์เอื้อเฟื้อมารดา      มีน้อย
                          สัตว์เอื้อเฟื้อบิดา        มีน้อย
                          สัตว์เอื้อเฟื้อสมณะ      มีน้อย
                          สัตว์เอื้อเฟื้อพราหมณ์      มีน้อย
                          สัตว์อ่อนน้อมถ่อมตน      มีน้อย

 

อริยสัจสี่  เป็นสิ่งคงที่ที่ไม่รู้จักเปลี่ยนตัว

                ความรู้ตามเป็นจริงว่า  “นี้เป็นทุกข์,  นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์,  นี้เป็นความดับไม่เหลือของทุกข์,  และนี้เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์,  เป็นของคงที่  ไม่เปลี่ยนจากความคงที่  ไม่ไปสู่ความมีความเป็นโดยประการอื่น ;” ดังนี้. ภิกษุทั้งหลาย ! นี่แล  เป็นของสี่อย่าง  ซึ่งคงที่  ไม่เปลี่ยนจากความคงที่  ไม่ไปสู่ความมีความเป็นโดยประการอื่น.

 

 

สุขที่สัตว์โลกควรกลัว  และไม่ควรกลัว

                ภิกษุทั้งหลาย ! สุข  โสมนัสอันใดเกิดขึ้น  เพราะอาศัยกามคุณห้าเหล่านี้,  สุขโสมนัสนั้น  เราเรียกว่า  กามสุข  อันเป็นสุขของปุถุชน  เป็นสุขทางเมถุน  ไม่ใช่สุขอันประเสริฐ. เรากล่าวว่า  สุขนั้น  บุคคลไม่ควรเสพ  ไม่ควรเจริญ  ไม่ควรทำให้มาก,  ควรกลัว.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้  เข้าถึงซึ่ง ปฐมฌาน...ทุติยฌาน...ตติยฌาน...จตุตถฌาน...แล้วแลอยู่. นี้เราเรียกว่า  สุขอาศัยเนกขัมมะ  เป็นสุขเกิดแต่ความสงัดเงียบ  สุขเกิดแต่ความเข้าไปสงบรำงับ  สุขเกิดแต่ความรู้พร้อม.  เรากล่าวว่า  สุขนั้น  บุคคลควรเสพให้ทั่วถึง  ควรทำให้เจริญ  ควรทำให้มาก, ไม่ควรกลัว .

 

ความทุกข์เศร้าโศกทั้งหลายเกิดจากสิ่งอันเป็นที่รัก

             คหบดี !   หน้าตาของท่านแสดงว่าท่านกำลังไม่มีจิตไม่มีใจ,    หน้าตาของท่านผิดปกติไปแล้ว
ท่านผู้เจริญ !   หน้าตาของข้าพเจ้าจะไม่ผิดปกติได้อย่างไรเล่า,    เพราะว่า  บุตรน้อยเป็นที่รักที่พอใจคนเดียว  ของข้าพเจ้า   ตายเสียแล้ว.     ข้าพเจ้าจึงร้องไห้คร่ำครวญ
มันเป็นอย่างนั้นแหละ ๆ คหบดี ! โสกะ  ปริเทวะ  ทุกขะ  โทมนัส  และอุปายาสทั้งหลาย  เกิดจากของรัก  มีของรักเป็นแดนเกิด.

 

ผู้ติดเหยื่อโลก  ชอบฟังเรื่องกาม  ไม่ฟังเรื่องสงบ

                สุนักขัตตะ ! นี้เป็นสิ่งที่มีได้เป็นได้  คือข้อที่  บุรุษบุคคลบางคนในโลกนี้มีอัชฌาสัยน้อมไปในเหยื่อของโลก (คือกามคุณห้าอย่าง) , ถ้อยคำสำหรับสนทนา  อันพร่ำบ่นถึงเฉพาะต่อกามคุณนั้นๆ ย่อมตั้งอยู่ได้สำหรับบุรุษบุคคลผู้มีอัชฌาสัยน้อมไปในเหยื่อของโลก, เขาย่อมตรึกตามตรองตาม  ถึงสิ่งอันอนุโลมต่อกามคุณนั้นๆ, สิ่งนั้นย่อมคบกับบุรุษนั้นด้วย  บุรุษนั้นย่อมเอาใจใส่ต่อสิ่งนั้นด้วย.  ส่วน เมื่อถ้อยคำที่ประกอบด้วยสมาบัติเรื่องไม่หวั่นไหว (ด้วยกามคุณ) ที่ผ่านไปมาอยู่  เขาย่อมไม่ฟัง  ไม่เงี่ยหูฟัง  ไม่กำหนดจิตเพื่อจะรู้, ถ้อยคำชนิดนั้น  ก็ไม่คุ้นเคยกับบุรุษนั้น  บุรุษนั้น  ก็ไม่สนใจด้วยคำชนิดนั้น.

สัตว์โลก  รู้จักสุขอันแท้จริง  ต่อเมื่อปัญญาเกิด

                ..ท่านจะพึงรู้จักความไม่มีโรค  จะพึงเห็นนิพพานได้  ก็ต่อเมื่อท่านละความเพลิดเพลินและความกำหนัด  ในความยึดมั่นซึ่งขันธ์ทั้งห้าเสียได้  พร้อมกับการเกิดขึ้นแห่งธรรมจักษุของท่าน...

 

มนุษย์เป็นอันมาก  ได้ยึดถือเอาที่พึ่งผิดๆ

          มนุษย์ทั้งหลายเป็นอันมาก  ถูกความกลัวคุกคามเอาแล้ว  ย่อมยึดถือเอาภูเขาบ้าง  ป่าไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์บ้าง  สวนศักดิ์สิทธิ์บ้าง  รุกขเจดีย์บ้าง  ว่าเป็นที่พึ่งของตนๆ : นั่นไม่ใช่ที่พึ่งอันทำความเกษมให้ได้เลย,  นั่นไม่ใช่ที่พึ่งอันสูงสุด ; ผู้ใดถือเอาสิ่งนั้นๆเป็นที่พึ่งแล้ว  ย่อมไม่หลุดพ้นไปจากทุกข์ทั้งปวง ได้.
                ส่วนผู้ใด  ที่ถึงพระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์  เป็นที่พึ่งแล้ว  เห็นอริยสัจทั้งสี่  ด้วยปัญญาอันถูกต้อง  คือ  เห็นทุกข์, เห็นเหตุเป็นเครื่องให้เกิดขึ้นของทุกข์,  เห็นความก้าวล่วงเสียได้ซึ่งทุกข์,  และเห็นมรรคประกอบด้วยองค์แปด  อันประเสริฐ  ซึ่งเป็นเครื่องให้ถึงความเข้าไปสงบรำงับแห่งทุกข์ : นั่นแหละคือ  ที่พึ่งอันเกษม,นั่นคือ  ที่พึ่งอันสูงสุด ; ผู้ใดถือเอาที่พึ่งนั้นแล้ว  ย่อมหลุดพ้นไปจากทุกข์ทั้งปวงได้แท้.

 

พอรู้อริยสัจ
ทุกข์เหลือน้อยขนาดฝุ่นติดปลายเล็บเทียบกับปฐพี

                ภิกษุทั้งหลาย !  ฝุ่นนิดหนึ่งที่เราช้อนขึ้นด้วยปลายเล็บนี้  กับมหาปฐพีนี้  ข้างไหนจะมากกว่ากัน?
อุปมานี้ฉันใด  อุปไมยก็ฉันนั้น :  สำหรับอริยสาวกผู้สมบูรณ์ด้วยความเห็นถูกต้อง รู้พร้อมเฉพาะแล้วซึ่งธรรม,  ความทุกข์ของท่านส่วนที่สิ้นไปแล้ว  หมดไปแล้ว  ย่อมมากกว่า ; ความทุกข์ที่ยังเหลืออยู่  มีประมาณน้อย :

 

อย่ากล่าวเรื่องทุ่มเถียงแก่งแย่งกัน
แต่จงกล่าวเรื่องความพ้นทุกข์

ภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธออย่ากล่าวถ้อยคำที่ยึดถือเอาแตกต่างกัน ว่า “ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้, ข้าพเจ้ารู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้, ท่านจักรู้ทั่วถึงธรรมวินัยได้อย่างไร  ท่านปฎิบัติผิด, ข้าพเจ้าซิปฎิบัติชอบ.  คำควรกล่าวก่อน  ท่านกล่าวทีหลัง  คำควรกล่าวทีหลัง  ท่านมากล่าวก่อน  คำพูดของท่านจึงไม่เป็นประโยชน์  คำพูดของข้าพเจ้าเป็นประโยชน์.  ข้อที่ท่านเคยถนัด  มาแปรปรวนไปเสียแล้ว.  ข้าพเจ้าแย้งคำพูดของท่านแหลกหมดแล้ว.  ท่านถูกข้าพเจ้าข่มแล้ว  เพื่อให้ถอนคำพูดผิดๆนั้นเสีย  หรือท่านสามารถก็จงค้านมาเถิด;”  เพราะการกล่าวนั้นๆ  ไม่ประกอบด้วยประโยชน์  ไม่เป็นไปพร้อมเพื่อความหน่ายทุกข์
ภิกษุทั้งหลาย !  เมื่อพวกเธอจะกล่าว  จงกล่าวว่า  “เช่นนี้ ๆ เป็นความทุกข์,  เช่นนี้ ๆ เป็นเหตุให้เกิดทุกข์,  เช่นนี้ ๆ เป็นความดับไม่เหลือของทุกข์,  และเช่นนี้ ๆ เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ ;”    เพราะย่อมประกอบด้วยประโยชน์     เป็นเบื้องต้นของการประพฤติปฏิบัติ    เป็นไปพร้อมเพื่อความหน่ายทุกข์  ความคลายกำหนัด  ความดับ  ความรำงับ  ความรู้ยิ่ง  ความรู้พร้อม  และนิพพาน.

 

จงบวชเพื่อรู้ความดับทุกข์
เหมือนเขาทั้งหลายผู้บวชแล้วโดยชอบ

                ภิกษุทั้งหลาย ! กุลบุตรทั้งหลาย  จักออกจากเรือน  บวชแล้ว  ก็จักบวช  เพื่อการรู้ยิ่งตามเป็นจริง  ซึ่งความจริงอันประเสริฐสี่อย่าง. คือ  ความจริงอันประเสริฐเรื่องทุกข์,  เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์,  เรื่องความดับไม่เหลือของทุกข์,  และเรื่องทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์.

สมณพราหมณ์ที่แท้ คือละความโลภ  โกรธ  หลง

                ภิกษุทั้งหลาย !  ประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ  เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุทั้งหลาย ! ความสิ้นไปแห่งราคะ  ความสิ้นไปแห่งโทสะ  ความสิ้นไปแห่งโมหะ :  นี้เรียกว่า  ประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ.

การรู้อริยสัจเป็นของไม่เหลือวิสัย
พระอริยบุคคล  จึงมีปริมาณมาก

                ภิกษุ  ผู้สาวกของเรา  บรรลุเจโตวิมุติ  ปัญญาวิมุติ  อันไม่มีอาสวะ  เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย  ได้กระทำให้แจ้งแล้ว  ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง  มีอยู่ไม่ใช่ร้อยเดียว  ไม่ใช่ห้าร้อย  มีอยู่มากกว่ามาก  โดยแท้.
ภิกษุณี  ผู้สาวิกาของเรา  บรรลุเจโตวิมุติ  ปัญญาวิมุติ  อันไม่มีอาสวะ  เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย  ได้กระทำให้แจ้งแล้ว  ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง  มีอยู่ไม่ใช่ร้อยเดียว  ไม่ใช่ห้าร้อย  มีอยู่มากกว่ามาก  โดยแท้.
อุบาสก  ผู้สาวกของเรา  พวกเป็นคฤหัสถ์นุ่งขาว  อยู่ประพฤติกับผู้ประพฤติพรหมจรรย์,  เป็นพระอนาคามี ,  เพราะความสิ้นไปแห่งสัญโญชน์มีส่วนในเบื้องต่ำห้าอย่าง  มีอยู่ไม่ใช่ร้อยเดียว  ไม่ใช่ห้าร้อย  มีอยู่มากกว่ามาก  โดยแท้.
อุบาสก  ผู้สาวกของเรา  พวกเป็นคฤหัสถ์นุ่งขาว  ยังบริโภคกาม  เป็นผู้ ทำตามคำสอน  เป็นผู้ สนองโอวาท  มีความสงสัยอันข้ามได้แล้ว  ไม่ต้องกล่าวด้วยความสงสัยว่า  นี่อะไรๆ  มีอยู่ไม่ใช่ร้อยเดียว  ไม่ใช่ห้าร้อย  มีอยู่มากกว่ามาก  โดยแท้. 
อุบาสิกา  ผู้สาวิกาของเรา  พวกเป็นหญิงคฤหัสถ์นุ่งขาว  อยู่ประพฤติกับผู้ประพฤติพรหมจรรย์,  เป็นพระอนาคามี  เพราะความสิ้นไปแห่งสัญโญชน์มีส่วนในเบื้องต่ำห้าอย่าง  มีอยู่ไม่ใช่ร้อยเดียว  ไม่ใช่ห้าร้อย  มีอยู่มากกว่ามาก  โดยแท้.
อุบาสิกา  ผู้สาวิกาของเรา  พวกเป็นหญิงคฤหัสถ์นุ่งขาว  ยังบริโภคกาม  เป็นผู้ ทำตามคำสอน  เป็นผู้ สนองโอวาท  มีความสงสัยอันข้ามได้แล้ว  ไม่ต้องกล่าวด้วยความสงสัยว่า  นี่อะไรๆก็มี  อยู่ไม่ใช่ร้อยเดียว  ไม่ใช่ห้าร้อย  มีอยู่มากกว่ามาก  โดยแท้.

อริยสัจสี่โดยสังเขป

ความจริงอันประเสริฐ  คือทุกข์,  ความจริงอันประเสริฐ  คือเหตุให้เกิดทุกข์,  ความจริงอันประเสริฐ  คือความดับไม่เหลือของทุกข์,  และความจริงอันประเสริฐ  คือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์.
ทุกข์  เป็นอย่างไรเล่า ? คำตอบคือ  ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นห้าอย่าง.  คือ  รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  และวิญญาณ
เหตุให้เกิดทุกข์  เป็นอย่างไรเล่า ? คือตัณหา  อันประกอบด้วยความกำหนัดเพราะอำนาจความเพลิน  มักทำให้เพลิดเพลินยิ่งในอารมณ์นั้นๆ  ได้แก่  ตัณหาในกาม,ตัณหาในความมีความเป็น,  ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น,
ความดับไม่เหลือของทุกข์  เป็นอย่างไรเล่า ?  คือความดับสนิทเพราะความจางคลายไปโดยไม่เหลือของตัณหา    ความปล่อยวางซึ่งตัณหานั่นเอง
ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์  เป็นอย่างไรเล่า ? คือหนทางประกอบด้วยองค์ ๘ นี้นั่นเอง  คือ  ความเห็นชอบ  ความดำริชอบ;  การพูดจาชอบ   การทำการงานชอบ   การเลี้ยงชีวิตชอบ ;  ความพากเพียรชอบ  ความระลึกชอบ  ความตั้งใจมั่นชอบ.    พวกเธอพึง ทำความเพียร  เพื่อให้รู้ตามเป็นจริง   ว่า “นี้เป็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์,  นี้เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์,” ดังนี้เถิด.

 

คำชี้ชวนวิงวอน

ภิกษุทั้งหลาย !  การประพฤติปฎิบัติ  อันเธอพึงกระทำ  เพื่อให้รู้ว่า
นี้ทุกข์  นี้เหตุให้เกิดทุกข์  นี้ความดับสนิทแห่งทุกข์
นี้ทางให้ถึงความดับสนิทแห่งทุกข์.

นั่น  โคนไม้ ;  นั่น  เรือนว่าง.
พวกเธอจงเพียรเผากิเลส,  อย่าได้ประมาท,
อย่าเป็นผู้ที่ต้องร้อนใจ  ในภายหลังเลย.

ภิกษุทั้งหลาย ! นิพพาน  เราได้แสดงแล้ว,
ทางให้ถึงนิพพาน  เราก็ได้แสดงแล้ว  แก่เธอทั้งหลาย.
กิจใด  ที่ศาสดาผู้เอ็นดู  แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล
อาศัยความเอ็นดูแล้ว  จะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย,
กิจนั้น  เราได้ทำแล้วแก่พวกเธอ.

นี่แหละ  วาจาเครื่องพร่ำสอนของเรา  แก่เธอทั้งหลาย.
                                                 
ความเพลินในธาตุสี่เท่ากับความเพลินในทุกข์

ภิกษุทั้งหลาย !  ผู้ใด  ย่อมเพลินอย่างยิ่ง  ซึ่ง ธาตุดิน  น้ำ  ไฟ  และลม,    ผู้นั้นย่อมเพลินอย่างยิ่ง  ซึ่งสิ่งเป็นทุกข์,    เราย่อมกล่าวว่า  “ผู้ใด  ย่อมเพลินอย่างยิ่ง   ซึ่งสิ่งเป็นทุกข์,      ผุ้นั้น  ย่อมไม่หลุดพ้นไปได้  จากทุกข์”

 

                                 อุปมาแห่งองค์ประกอบของการเกิด


       
        ภิกษุทั้งหลาย !    ที่อาศัยเกิดของวิญญาณ  สี่อย่าง ( คือรูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร )   พึงเห็นว่าเหมือนกับดิน ;    ความพอใจและเพลิดเพลิน   พึงเห็นว่าเหมือนกับน้ำ ;    วิญญาณ ซึ่งประกอบด้วยเหตุ
ดังกล่าว    พึงเห็นว่าเหมือนกับพืชสด   ดังนี้.

 

ผู้ติดบ่วง  ผู้หลุดจากบ่วง

บุคคลผู้ยึดมั่นอยู่  ซึ่งรูป  ...  ซึ่งเวทนา  ...  ซึ่งสัญญา  ...  ซึ่งสังขาร  ...  ซึ่งวิญญาณ  ชื่อว่ามีเครื่องผูกแห่งความตาย ;  ส่วนผู้ไม่ยึดมั่นอยู่  ซึ่งรูป ..  ซึ่งเวทนา ...  ซึ่งสัญญา ...  ซึ่งสังขาร ...  ซึ่งวิญญาณ  ชื่อว่าพ้นแล้วจาก (เครื่องผูกแห่ง) ความตาย.

 

เบญจขันธ์ไม่เที่ยง

                ...ภิกษุทั้งหลาย !  รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ  ไม่เที่ยง,  สิ่งใด  ไม่เที่ยง  สิ่งนั้น  เป็นทุกข์,  สิ่งใด  เป็นทุกข์  สิ่งนั้น  เป็นอนัตตา,  สิ่งใด  เป็นอนัตตา  พึงเห็นสิ่งนั้น  ด้วยปัญญาอันชอบ  ตามที่เป็นจริง  อย่างนี้ว่า  “นั่น  ไม่ใช่ของเรา,  นั่นไม่ใช่เรา,  นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา”  ดังนี้ …

 

เพลินในเบญจขันธ์เท่ากับเพลินในทุกข์

         ผู้ใด   เพลิดเพลินอยู่ในรูป,  เวทนา,  สัญญา,  สังขาร,  วิญญาณ.   ผู้นั้น  เท่ากับ  เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์   เรากล่าวว่า  “ผู้ใด  เพลิดเพลินอยู่  ในสิ่งที่เป็นทุกข์,    ผู้นั้น  ย่อมไม่หลุดพ้นไปได้จากทุกข์”

 

ความทุกข์ของเทวดาและมนุษย์ตามธรรมชาติ

                ภิกษุทั้งหลาย !  เทวดา  และมนุษย์ทั้งหลาย  มีรูปเป็นที่มายินดี  ยินดีแล้วในรูป  บันเทิงแล้วในรูป  ย่อมอยู่  เป็นทุกข์  เพราะความแปรปรวนจางคลายดับไปแห่งรูป.
                ภิกษุทั้งหลาย !  ส่วนตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธะ  รู้แจ้งความเกิด  ความตั้งอยู่ไม่ได้   รสอร่อย   โทษ   และอุบายเครื่องสลัดออก   แห่งรูป   ตามเป็นจริง   ไม่มีรูปเป็นที่มายินดี  ไม่ยินดีในรูป        ไม่บันเทิงในรูป  ยังคงอยู่เป็นสุขแม้เพราะความแปรปรวนจางคลายดับไปแห่งรูป.

 

เป็นทุกข์เพราะติดอยู่ในรูปนาม

ภิกษุทั้งหลาย !  เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  มี  รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ  เป็นที่รื่นรมย์ใจ  ยินดีแล้วในรูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ  บันเทิงด้วยรูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ  ภิกษุทั้งหลาย !  เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  ย่อมอยู่เป็นทุกข์  เพราะความเปลี่ยนแปลง  เสื่อมสลาย  และความดับไปของรูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ;

 

ทุกข์เพราะยึดถือสิ่งที่ยึดถือไม่ได้

             ภิกษุทั้งหลาย !    เปรียบเหมือนแม่น้ำ   ซึ่งมีกำเนิดแต่ภูเขา   ไหลไปทางต่ำ   สิ้นระยะไกล   มีกระแสเชี่ยวจัด     ถ้าหากหญ้าหรือต้นไม้   อันเกิดอยู่ริมฝั่งทั้งสองของแม่น้ำนั้น   ที่ย้อยกิ่งก้านใบลงปกฝั่งทั้งสองของแม่น้ำ     แล้วบุรุษผู้หนึ่ง   ถูกกระแสแห่งแม่น้ำนั้นพัดมา   ถ้าจะจับหญ้าหรือต้นไม้ก็ตาม   สิ่งเหล่านั้นก็จะพึงขาดหลุดไป   เพราะกระแสเชี่ยวจัดของแม่น้ำ     บุรุษนั้นย่อมถึงการพินาศเพราะการทำเช่นนั้น     อุปมานี้ฉันใด
ภิกษุทั้งหลาย !     อุปไมยก็ฉันนั้น   คือ   ปุถุชน   ผู้ไม่ได้ยินได้ฟัง   ไม่ฉลาด   ไม่ถูกแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า     ย่อมตามเห็นพร้อมอยู่เป็นประจำ   ซึ่งรูป   โดยความเป็นตน,   เห็นซึ่งตน   ว่าเป็นรูป,   เห็นซึ่งรูป   ว่ามีอยู่ในตน,   เห็นซึ่งตน   ว่ามีอยู่ในรูป.     รูปนั้นย่อมแตกสลายแก่เขา   เขาย่อมถึงการพินาศ   เพราะข้อนั้นเป็นเหตุ     ดังนี้.

ไม่พ้นทุกข์เพราะมัวเพลินในอายตนะ

ภิกษุทั้งหลาย !  ผู้ใด  เพลิดเพลินอยู่กับ  ตา,  เพลิดเพลินอยู่กับหู,  เพลิดเพลินอยู่กับจมูก,  เพลิดเพลินอยู่กับลิ้น,  เพลิดเพลินอยู่กับกาย,  และเพลิดเพลินอยู่กับใจ ;  ผู้นั้น  ชื่อว่า  เพลิดเพลินอยู่  ในสิ่งที่เป็นทุกข์  เรากล่าวว่า  ผู้ใด  เพลิดเพลินอยู่  ในสิ่งที่เป็นทุกข์  ผู้นั้น  ย่อมไม่หลุดพ้นไปได้จากทุกข์.

 

ไม่พ้นทุกข์เพราะมัวเพลินในอายตนะ
( อีกนัยหนึ่ง )

                ภิกษุทั้งหลาย !  ผู้ใดเพลิดเพลินอยู่กับรูป,  เพลิดเพลินอยู่กับเสียง,  เพลิดเพลินอยู่กับกลิ่น,  เพลิดเพลินอยู่กับรส,  เพลิดเพลินอยู่กับโผฎฐัพพะ,  และเพลิดเพลินอยู่กับธรรมารมณ์ ;   ผู้นั้น  ชื่อว่า  เพลิดเพลินอยู่  ในสิ่งที่เป็นทุกข์.  เรากล่าวว่า  “ผู้ใด  เพลิดเพลินอยู่  ในสิ่งที่เป็นทุกข์  ผู้นั้นย่อมไม่หลุดพ้นไปได้จากทุกข์.”

 

ความอร่อยกลางกองทุกข์
(ความลวงของกาม)

                    ... สัตว์ทั้งหลาย  ยังเป็นผู้ไม่ไปปราศจากความกำหนัดในกามทั้งหลาย  ถูกกามตัณหาแทะกัดอยู่  ถูกความเร่าร้อน  เพราะกามแผดเผาอยู่  ก็ยังขืนเสพกามทั้งหลายอยู่นั่นเอง.    เขายังทำเช่นนั้น  อยู่เพียงใด ,  กามตัณหาของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น  ย่อมเจริญขึ้นด้วย  เขาถูกความเร่าร้อนเพราะกามแผดเผาอยู่ด้วย  และสัตว์เหล่านั้น  จะมีความรู้สึกว่าความพอใจ  และความสบายเนื้ออยู่บ้าง  ก็ตรงที่รสอันอาศัยกามคุณ ๕  เป็นเหตุอยู่เพียงนั้น  เท่านั้นแล....

 

ความอร่อยที่ไม่คุ้มกับความทุกข์

                ...กามทั้งหลาย  เรากล่าวแล้วว่า  มีรสอร่อยน้อย  มีทุกข์มาก  มีเรื่องทำให้คับแค้นใจมาก  และมีโทษอย่างยิ่ง  เป็นสิ่งที่  ควรเปรียบด้วยท่อนแห่งกระดูก ,  ควรเปรียบด้วยชิ้นเนื้อ ,  ควรเปรียบด้วยคบเพลิงหญ้า ,  ควรเปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง ,  ควรเปรียบด้วยของในความฝัน ,  ควรเปรียบด้วยของยืม ,  ควรเปรียบด้วยผลไม้ ,  ควรเปรียบด้วยเขียงสับเนื้อ ,  ควรเปรียบด้วยหอกและหลาว ,  และควรเปรียบด้วยหัวงู  ฉะนั้น.

 

อะไรคือ กาม ที่แท้จริง

                ... ความกำหนัดไปตามอำนาจความคิดปรุงแต่ง   นั่นแหละคือกามของคนเรา ;   อารมณ์อันวิจิตรทั้งหลายในโลกนั้น  หาใช่กามไม่ ;  ความกำหนัดไปตามอำนาจความคิดปรุงแต่ง  นั่นแหละคือกามของคนเรา ;   อารมณ์อันวิจิตร  ก็มีอยู่ในโลกตามประสาของมันเท่านั้น ;   ดังนั้น  ผู้มีปัญญาจึงนำออกเสียซึ่งความพอใจ  ในอารมณ์อันวิจิตรเหล่านั้น  ดังนี้.

 

เหตุเกิด, และวิธีดับกาม

                ภิกษุทั้งหลาย !  เหตุให้เกิดขึ้นแห่งกาม คือ ผัสสะ
ภิกษุทั้งหลาย !  ความดับแห่งกามย่อมมี  เพราะความดับแห่งผัสสะ  มรรคมีองค์แปด   นี้  นั่นแล  เป็น   วิธีกระทำให้ถึงซึ่งความดับแห่งกาม ;  วิธีนั้นได้แก่  ความเห็นถูกต้อง  ความคิดถูกต้อง;  การพูดจาถูกต้อง   การงานถูกต้อง   อาชีพถูกต้อง ;  ความเพียรถูกต้อง  สติถูกต้อง  สมาธิถูกต้อง.

 

กามเปรียบด้วยรูรั่วของเรือ

เมื่อสัตว์  มีความใคร่ในกามอยู่ ,  ถ้ากามนั้น  สำเร็จแก่เขา  คือเขาได้ตามปรารถนาแล้ว ,  เขา  ย่อมมีปีติในใจ  โดยแท้ .  เมื่อสัตว์  ผู้มีความพอใจ  กำลังใคร่ในกามอยู่ ,  ถ้ากามนั้น  สูญหายไป ,  เขา  ย่อมเดือดร้อน  เหมือนถูกแทงด้วยศร  ฉะนั้น.
               ผู้ใด  เข้าไปผูกใจอยู่ในที่นา  ที่สวน  เงิน  โค  ม้า  ทาสชาย  และสตรี  พวกพ้อง  และกามทั้งหลายอื่นๆเป็นอันมาก  กิเลสมาร  ย่อมครอบงำบุคคลนั้นได้ ,  อันตรายรอบด้าน  ย่อมย่ำยีบุคคลผู้นั้น;
เพราะเหตุนั้น  ความทุกข์  ย่อมติดตามเขา  เหมือนน้ำไหลเข้าสู่เรืออันแตกแล้ว  ฉะนั้น.

 

อาหารเครื่องหล่อเลี้ยงของอวิชชา

                ภิกษุทั้งหลาย !  เรากล่าวว่า  ถึงแม้อวิชชา  ก็เป็นธรรมชาติมีอาหาร  หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่  ก็อะไรเล่า  เป็นอาหารของอวิชชา ?  คำตอบพึงมีว่า  นิวรณ์ทั้งหลาย ๕ ประการ  เป็นอาหารของอวิชชา”  ดังนี้ .

 

ขั้นตอนที่ทำให้ความอยากบริบูรณ์

                ...การไม่สำรวมอินทรีย์บริบูรณ์แล้ว  ย่อมทำทุจริต ๓ ประการให้บริบูรณ์ ;
                ทุจริต ๓ ประการบริบูรณ์แล้ว  ย่อมทำนิวรณ์ ๕ ประการให้บริบูรณ์ ;
                นิวรณ์ ๕ ประการบริบูรณ์แล้ว  ย่อมทำอวิชชาให้บริบูรณ์ ;
                อวิชชาบริบูรณ์แล้ว  ย่อมทำภวตัณหาให้บริบูรณ์.

 

เครื่องดักสัตว์ไปสู่อบายและเวียนว่ายตายเกิด

                ตัณหา  อันมีธรรมชาติ  เหมือนข่ายเป็นเครื่องดักสัตว์  มีธรรมชาติไหลนอง  แผ่กว้าง  เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของสัตว์,  ซึ่งด้วยตัณหานั้นเอง  สัตว์โลกนี้  ถูกปกคลุมหุ้มห่อไว้  ถูกทำให้ยุ่งเหยิงเหมือนด้ายยุ่ง  ประสานกันสับสนดุจรังนก  นุงนังเหมือนพงหญ้ายุ่งเหยิง  จึงไม่ล่วงพ้นอบาย  ทุคติ  วินิบาต  และสังสารวัฎไปได้.

 

 

เหตุที่ทำให้ฟังธรรมไม่รู้เรื่อง

                ภิกษุทั้งหลาย !  บุคคลประกอบอยู่ด้วยเหตุห้าอย่าง  แม้ฟังธรรมอยู่  ก็ไม่อาจเพื่อจะก้าวลงสู่นิยาม  คือความถูกต้องในกุศลธรรมทั้งหลาย .   เหตุห้าอย่างอะไรเล่า ?  ห้าอย่างคือ  สนใจแต่คำพูด  สนใจแต่ผู้พูด  สนใจแต่ตัวเอง  เป็นคนโง่เง่าเงอะงะ  มัวแต่สำคัญตนว่ารู้ในสิ่งที่ตนไม่รู้.

 

บุคคลฟังธรรมไม่รู้เรื่องเพราะเหตุใด

                ภิกษุทั้งหลาย !  บุคคลประกอบอยู่ด้วยเหตุห้าอย่าง  แม้ฟังธรรมอยู่  ก็ไม่อาจเพื่อจะก้าวลงสู่นิยาม  คือความถูกต้องในกุศลธรรมทั้งหลาย  เหตุห้าอย่าง  อะไรเล่า ?  ห้าอย่างคือ  เป็นคนลบหลู่ฟังธรรม  มีจิตมากไปด้วยความลบหลู่แข่งดีฟังธรรม  คอยจับจ้องความผิดพลาดในผู้แสดงธรรมด้วยจิตมุ่งร้ายแข็งกระด้าง  เป็นคนโง่เง่าเงอะงะ  มัวแต่สำคัญตนว่ารู้ในสิ่งที่ตนไม่รู้.

 

ภพแม้ชั่วเสี้ยวเวลาก็ยังน่ารังเกียจ

                ภิกษุทั้งหลาย !  คูถ  แม้นิดเดียว  ก็เป็นของมีกลิ่นเหม็น  ฉันใด ;   ภิกษุทั้งหลาย !  สิ่งที่เรียกว่า  ภพ  คือที่เกิดของสัตว์  ก็ฉันนั้นเหมือนกัน , แม้มีประมาณน้อยชั่วลัดนิ้วมือเดียว  ก็ไม่มีคุณอะไรที่พอจะกล่าวได้ .

 

ที่ตั้งอาศัยเกิดแห่งตัณหา

                ภิกษุทั้งหลาย !  สิ่งใด  มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ,   ตัณหานั้น  เมื่อจะเกิด  ย่อมเกิดขึ้น  ในสิ่งนั้น ,   เมื่อจะตั้งอยู่  ย่อมตั้งอยู่  ในสิ่งนั้น .
ภิกษุทั้งหลาย !  ก็สิ่งใดเล่า  มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ?
ภิกษุทั้งหลาย !  ตา ,    หู ,   จมูก ,   ลิ้น ,   กาย,   และ ใจ  มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก;   ตัณหานั้น  เมื่อจะเกิด  ย่อมเกิดขึ้น  ในสิ่งนั้นๆ,   เมื่อจะตั้งอยู่  ย่อมตั้งอยู่  ในสิ่งนั้นๆ.  

ภาวะเป็นที่รักที่ยินดี  เป็น  หนามในอริยวินัยนี้

ภิกษุทั้งหลาย !  เปรียบเหมือนบุรุษผู้หนึ่ง  จะพึงเข้าไปสู่ป่า  ที่มีหนามมาก ;  คือ  หนามข้างหน้าของบุรุษนั้น  ก็มีอยู่,  หนามข้างหลัง  ก็มีอยู่,  หนามข้างเหนือ ,  หนามข้างใต้ ,  หนามข้างล่าง ,  หนามข้างบน  ก็มีอยู่,    บุรุษนั้น  จะต้องมีสติ  ค่อยๆก้าวไปข้างหน้า  มีสติ  ค่อยๆถอยกลับหลัง  ด้วยคิดอยู่ว่า  “หนามอย่ายอก  อย่าตำ  เราเลย” 
ภิกษุทั้งหลาย !  ฉันใดก็ฉันนั้น,  ภาวะเป็นที่รัก  ภาวะเป็นที่ยินดี  ในโลกใดๆ  เราเรียกว่า  “หนามในวินัยของพระอริยเจ้า”  ดังนี้  แล.

 

 ความไม่รู้ในเรื่องอะไรจึงถูกเรียกว่าอวิชชา

ภิกษุทั้งหลาย !  อวิชชา  เป็นอย่างไรเล่า ?  ภิกษุทั้งหลาย  ความไม่รู้อันใด  เป็นความไม่รู้ในทุกข์,  เป็นความไม่รู้ในเหตุให้เกิดทุกข์,  เป็นความไม่รู้ในความดับไม่เหลือของทุกข์,  และเป็นความไม่รู้ในทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์,  ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่า  อวิชชา.

 

แม้อวิชชาก็มีขึ้นเพราะเหตุปัจจัย

                ภิกษุทั้งหลาย !  ที่สุดในเบื้องต้นของอวิชชา  ย่อมไม่ปรากฎ ;  ก่อนแต่นี้  อวิชชามิได้มี ;    แต่ว่า   อวิชชาเพิ่งมีต่อภายหลัง.   ภิกษุทั้งหลาย !  คำกล่าวอย่างนี้แหละ  เป็นคำที่ใครๆ  ควรกล่าว  และควรกล่าวด้วยว่า  “อวิชชา  ย่อมปรากฏเพราะมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย.”  ดังนี้.

 

อาการเกิดขึ้นแห่งความทุกข์
(ทรงแสดงด้วยผัสสะ)

                อานนท์ !    ความทุกข์นั้น    เรากล่าวว่า    เป็นสิ่งที่อาศัยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง     แล้วเกิดขึ้น  ความทุกข์นั้น   อาศัยเหตุอะไรเล่า ?    ความทุกข์นั้น  อาศัยเหตุ คือ  ผัสสะ ,    ผู้กล่าวอย่างนี้แล  ชื่อว่า    กล่าวตรงตามที่เรากล่าว    ไม่เป็นการกล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง;     แต่เป็นการกล่าวโดยถูกต้อง.

 

                                          อาการเกิดแห่งความยึดถือ

ความเพลินใด  ในรูป ,   ความเพลินนั้นคือ  อุปาทาน.
ความเพลินใดในอารมณ์ ,   ความเพลินนั้นคือ  อุปาทาน.
อาการเกิดแห่งความทุกข์

       “ทุกข์ใดๆที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต  ทุกข์ทั้งหมดนั้นมีฉันทะเป็นมูล  มีฉันทะเป็นเหตุ  เพราะว่า  ฉันทะเป็นมูลเหตุแห่งทุกข์ ;   และทุกข์ใดๆอันจะเกิดขึ้นในอนาคต  ทุกข์ทั้งหมดนั้นก็มีฉันทะเป็นมูล  มีฉันทะเป็นเหตุ  เพราะว่า  ความพอใจเป็นมูลเหตุแห่งทุกข์.

 

การเกิดย่อมมีถ้า นึก, คิด, ผูกจิตในอารมณ์

                ภิกษุทั้งหลาย !    ถ้าบุคคลย่อมนึก  ถึงสิ่งใดอยู่,     ย่อมคิด  ถึงสิ่งใดอยู่,  และย่อมมีจิตฝังลงไปในสิ่งใดอยู่ ;  สิ่งนั้นย่อมเป็นอารมณ์  เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ,   เมื่ออารมณ์มีอยู่,  ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ  ย่อมมี;   เมื่อวิญญาณนั้น  ตั้งขึ้นเฉพาะ  เจริญงอกงามแล้ว, ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป  ย่อมมี:

 

ทุกข์   เพราะ  เพลิน

                มิคชาละ !  เรากล่าวว่า  ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์  มีได้  เพราะความเกิดขึ้นแห่งความเพลิน

 

อาการที่ทุกข์เกิดจากอาหาร

               
ภิกษุทั้งหลาย!   อาหารสี่อย่างเหล่านี้  มีอยู่   เพื่อความตั้งอยู่ได้แห่งสัตว์  ผู้เกิดแล้ว  หรือเพื่ออนุเคราะห์สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด.  สี่อย่างคือ   อาหารคือคำข้าว ,  อาหารคือ  ผัสสะ,  อาหารคือ  ความนึก คิด,   อาหารคือ  วิญญาณ.
ภิกษุทั้งหลาย !  ถ้ามีราคะ  มีนันทิ  มีตัณหา  ใน  อาหารคือคำข้าว ไซร้,  วิญญาณก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ได้   เจริญงอกงามอยู่ได้  ในอาหารคือคำข้าวนั้นๆ.
ภิกษุทั้งหลาย !  เปรียบเหมือนช่างย้อม  หรือช่างเขียน.  เมื่อมีน้ำย้อม  หรือสี ก็จะพึงเขียนรูปสตรี  หรือ  รูปบุรุษ  ลงที่ฝาผนัง  หรือผืนผ้า  ซึ่งเกลี้ยงเกลา  ได้ครบทุกส่วน.  ดังนี้
ภิกษุทั้งหลาย ! ....วิญญาณตั้งอยู่ได้ในที่ใด....การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป    ก็มีอยู่ในที่นั้น   การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป  มีอยู่  ในที่ใด,  ชาติ  ชรา  และมรณะต่อไป  ก็มีอยู่ในที่นั้น.  ชาติ  ชรา  และมรณะ  ต่อไป  มีอยู่  ในที่ใด ;  ภิกษุทั้งหลาย !  เราเรียก ที่นั้น ว่า “เป็นที่มีโศก  มีธุลี  และมีความคับแค้น.

 

ปุถุชนไม่มีอุบายแก้ทุกข์แบบอื่นนอกจากกามสุข

                ปุถุชนนั้น  อันทุกขเวทนาถูกต้องอยู่  ย่อมจะน้อมนึกพอใจซึ่งกามสุข.  ข้อนั้น  เพราะเหตุไรเล่า ?  ภิกษุทั้งหลาย !   เพราะปุถุชนผู้ไม่มีการสดับ  ย่อมไม่รู้ชัดอุบายปลดเปลื้องซึ่งทุกขเวทนาอื่นนอกไปจากกามสุข.  เมื่อปุถุชนนั้น  พอใจยิ่งอยู่ซึ่งกามสุขที่ตนน้อมนึก,   ราคานุสัยอันใด   อันเกิดจากสุขเวทนา,  ราคานุสัยอันนั้น  ย่อมนอนตามซึ่งปุถุชนนั้น.

 

เห็นโลกก็เห็นเหมือนเห็นฟองน้ำและพยับแดด

                บุคคลพึงเห็นโลกประดุจฟองน้ำ  หรือพยับแดดฉันใด,  พญามัจจุราช  จักไม่เห็นบุคคลผู้ซึ่งพิจารณาเห็นโลก  ฉันนั้นอยู่  แล.

 

เห็นโลกชนิดที่ความตายไม่เห็นเรา

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเทพฤษี !  ...ข้าพระองค์จะพิจารณาเห็นโลกอย่างไร  ความตายจึงจะไม่แลเห็นข้าพระองค์เล่า  พระเจ้าข้า ?
ดูก่อน  โมฆราช !  ท่านจงเป็นคนมีสติ  ถอนความตามเห็นว่าเป็นตัวตนออกเสีย  พิจารณาเห็นโลก  โดยความเป็นของว่างเปล่าทุกเมื่อเถิด.   ท่านจะพึงข้ามความตายเสียได้  ด้วยข้อปฎิบัติอย่างนี้,   ความตายจะไม่แลเห็นท่าน   ผู้พิจารณาเห็นโลกอยู่  โดยอาการอย่างนี้  แล.

 

ที่ ซึ่งนามรูปดับไม่มีเหลือ

                สิ่ง  สิ่งหนึ่งซึ่งบุคคลพึงรู้แจ้ง   เป็นสิ่งที่ไม่มีปรากฏการณ์  ไม่มีที่สุด  มีทางปฎิบัติเข้ามาถึงได้โดยรอบ,    นั้นมีอยู่ ;  ใน  สิ่ง  นั้นแหละ  ดิน  น้ำ  ไฟ  ลม  ไม่อาจเข้าไปอยู่ได้  ใน  “สิ่ง  นั้นแหละ  ความยาว  ความสั้น  ความเล็ก  ความใหญ่  ความงาม  ความไม่งาม  ไม่อาจเข้าไปอยู่ได้  ใน สิ่ง  นั้นแหละ  นามรูป  ดับสนิทไม่เหลือ ;  นามรูป  ดับสนิท  ใน สิ่ง  นี้  เพราะการดับสนิทของวิญญาณ.   

 

สิ่งนั้น”   หาพบได้ในกายนี้

“แน่ะเธอ !    ที่สุดโลก   แห่งใด    อันสัตว์ไม่เกิด  ไม่แก่  ไม่ตาย  ไม่จุติ  ไม่อุบัติ ;  เราไม่กล่าวว่าใครๆอาจรู้  อาจเห็น  อาจถึง  ที่สุดแห่งโลกนั้น  ด้วยการไป.
แน่ะเธอ !   ในร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้    ที่ยังประกอบด้วยสัญญาและใจนี่เอง,   เราได้บัญญัติโลก,    เหตุให้เกิดโลก,   ความดับสนิทไม่เหลือของโลก,   และทางดำเนินให้ถึงความดับสนิทไม่เหลือของโลก  ไว้” 
สิ่ง ๆ หนึ่งซึ่งไม่มีสภาวะแบบโลกให้ปรากฏ

ดิน  น้ำ  ไฟ  ลม  ไม่อาจเข้าไปอยู่  ในที่ใด ;   ในที่นั้นดาวฤกษ์ทั้งหลาย   ย่อมไม่ส่องแสง;  ในที่นั้น,   ดวงอาทิตย์ก็ไม่ปรากฏ ;  ในที่นั้น,   ดวงจันทร์ก็ไม่ส่องแสง;   แต่ความมืด  ก็มิได้มีอยู่,  ในที่นั้น.

 

เมื่อ  เธอ  ไม่มี !

          พาหิยะ !   เมื่อใด   เธอเห็นรูปแล้ว   สักว่าเห็น,   ได้ฟังเสียงแล้ว  สักว่าฟัง,   ได้กลิ่น, ลิ้มรส,  สัมผัสทางผิวกาย,   ก็สักว่า  ดม  ลิ้ม  สัมผัส,  ได้รู้แจ้งธรรมารมณ์   ก็สักว่าได้รู้แจ้ง  แล้ว;  เมื่อนั้น  เธอ  จักไม่มี.   เมื่อใด เธอ  ไม่มี;  เมื่อนั้นเธอก็ไม่ปรากฏในโลกนี้,  ไม่ปรากฏในโลกอื่น,  ไม่ปรากฏในระหว่างแห่งโลกทั้งสอง  :  นั่นแหละ  คือที่สุดแห่งทุกข์  ละ.

 

อุปมาสภาวะนิพพาน

                ภิกษุทั้งหลาย !  “สิ่ง”  สิ่งนั้นมีอยู่ ,   เป็นสิ่งซึ่งในนั้นไม่มีดิน   ไม่มีน้ำ   ไม่มีไฟ   ไม่มีลม.  ไม่ใช่อากาสานัญจายตนะ   ไม่ใช่วิญญาณัญจายตนะ   ไม่ใช่อากิญจัญญายตนะ   ไม่ใช่เนวสัญญานาสัญญายตนะ,  ไม่ใช่โลกนี้  ไม่ใช่โลกอื่น,  ไม่ใช่ดวงจันทร์   หรือดวงอาทิตย์ทั้งสองอย่าง.
ภิกษุทั้งหลาย !  ในกรณีอันเดียวกับ  “สิ่ง”  สิ่งนั้น  เราไม่กล่าวว่ามีการมา,  ไม่กล่าวว่ามีการไป,  ไม่กล่าวว่ามีการหยุด,  ไม่กล่าวว่ามีการตาย ,  ไม่กล่าวว่ามีการเกิดขึ้น.   สิ่งนั้นมิได้ตั้งอยู่,  สิ่งนั้นมิได้เป็นไป  และสิ่งนั้นมิใช่อารมณ์;  นั่นแหละคือ   ที่สุดแห่งทุกข์  ละ.

 

สิ่งนั้นมีแน่ !

          ภิกษุทั้งหลาย !   สิ่งซึ่งมิได้เกิด  มิได้เป็น  มิได้ถูกอะไรทำ  มิได้ถูกอะไรปรุง  นั้นมีอยู่.  ภิกษุทั้งหลาย !  ถ้าหากว่า  สิ่งที่มิได้เกิด  มิได้เป็น  มิได้ถูกอะไรทำ  มิได้ถูกอะไรปรุง  จักไม่มีอยู่แล้วไซร้,  ความรอดออกไปได้ของ สิ่งที่เกิด  ที่เป็น  ที่ถูกอะไรทำ  ที่ถูกอะไรปรุง  ก็จักไม่ปรากฏเลย.
ภิกษุทั้งหลาย !  เพราะเหตุที่มีสิ่ง  ซึ่งมิได้เกิด  มิได้เป็น  มิได้ถูกกระทำ  มิได้ถูกอะไรปรุง  นั่นเอง  จึงได้มีความรอดออกไปได้  ของสิ่งที่เกิด  ที่เป็น  ที่ถูกอะไรทำ  ที่ถูกอะไรปรุง,  ปรากฎอยู่.

 

ทิ้งความกังวล  ความถือมั่น  ก็ นิพพาน

                ความไม่กังวล   ความไม่ถือมั่น   นั่นแล  คือ  ธรรมอันเป็นเกาะ  ไม่มีธรรมอื่นอีก.   เรากล่าวธรรมนั้นว่า  นิพพาน  เป็นที่หมดสิ้นแห่งชราและมรณะ  แล.
การเปรียบเทียบคุณสมบัติ  สมมุติ กับ วิมุติ

                ลักษณะแห่ง  สมมุติ  มี

  1. มีการเกิดปรากฎ
  2. มีการเสื่อมปรากฎ
  3. เมื่อตั้งอยู่  ก็มีภาวะอย่างอื่นปรากฏ

ลักษณะแห่งวิมุติ  มี

  1. ไม่ปรากฏมีการเกิด
  2. ไม่ปรากฏมีการเสื่อม
  3. เมื่อตั้งอยู่  ก็ไม่มีภาวะอย่างอื่นปรากฏ

 

คำพูดเป็นประโยชน์ ๑๐ เรื่อง

                เรื่องที่ควรพูด ๑๐ ประการ  อันเป็นไปเพื่อขูดเกลากิเลส  คือ

  1. เรื่องปรารถนาน้อย
  2. เรื่องสันโดษ
  3. เรื่องความสงบสงัด
  4. เรื่องไม่คลุกคลี
  5. เรื่องมีความเพียร
  6. เรื่องศีล
  7. เรื่องสมาธิ
  8. เรื่องปัญญา
  9. เรื่องวิมุตติ
  10. เรื่องวิมุตติญาณทัสสนะ

 

 การไม่เพลินกับของเกิดของตาย  เป็นธรรมชาติอันสงบ

                ใครๆไม่ควรเพลิดเพลิน  ต่อสิ่งซึ่งเกิดแล้ว  เป็นแล้ว  เกิดขึ้นพร้อมแล้ว  อันปัจจัยกระทำแล้ว   อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว  ไม่ยั่งยืน  เป็นไปเพื่อชราและมรณะ  เป็นรังโรค  เป็นของผุพัง  มีอาหารและตัณหา  เป็นแดนเกิด.
ส่วนการออกไปเสียได้จากสิ่งนั้น  เป็นธรรมชาติอันสงบ  ไม่เป็นวิสัยแห่งความตรึก,  เป็นของยั่งยืน,  ไม่เกิด,  ไม่เกิดขึ้นพร้อม,  ไม่มีโศก,  ปราศจากธุลี,  เป็นที่ควรไปถึง,  เป็นที่ดับแห่งสิ่งที่มีความทุกข์เป็นธรรมดา  เป็นความเข้าไปสงบรำงับแห่งสังขาร  เป็นสุข.